วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เยือนบางแสน กับ NEC ม.บูรพา

เป็นครั้งที่สองในปีนี้ที่มีโอกาสไปเยือนบางแสน ครั้งก่อนไปสอนกลุ่มพนักงานฝ่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แต่คราวนี้มาสอนให้กับโครงการ NEC ของมหาวิทยาลัยบูรพา งานนี้ต้องขอขอบคุณ อ.สิทธิเดช ลีมัคเดช ที่เป็นผู้แนะนำ


วันที่เสาร์ที่ 20 ธันวาคม 2551 หลังจากที่ผมเสร็จภาระกิจรายการวิทยุ IT CEO ที่ FM96.5 อ.ส.ม.ท. เรียบร้อย เดินไปที่โรงอาหารหาของอร่อยทานเพื่อรอเวลาที่รถจากมหาวิทยาลัยจะมารับ ซึ่งนัดไว้เป็นเวลา 11.30 น. แต่ด้วยความขี้เกียจของผมเองละครับ ไม่อยากรอนาน จึงได้โทรไปหาคุณนุ้ยซึ่งเป็นผู้ประสานงาน ให้รถมารับเร็วขึ้นกว่าเดิม แต่ในใจก็คิดว่ายังไงก็คงต้องรอตามเวลา แต่ก็ผิดคาดครับเพราะรถมารับผมเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง ทำให้เราออกเดินทางกันในเวลา 10.30 น. การเดินทางได้เจ้าหน้าที่ขับรถที่ดีมาก พยามพาผมไปมหาวิทยาลัยอย่างนุ่มนวลที่สุด แต่ผมมันก็มีโรคประจำตัวครับ "โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน" หรือเรียกว่า "โรคเมารถเมาเรือ" นั่นแหล่ะครับ ไม่ว่าจะขับนิ่มอย่างไรก็ตาม เมาได้แน่นอน ถ้าไม่ได้กินยากันไว้ก่อนก็ไม่รอดแน่ๆ แต่ก็ยังดีนะครับที่ได้คนขับรถท่านนี้ ทำให้ผมเมาน้อยที่สุด

ในที่สุดก็มาถึงบางแสนในเวลาประมาณเกือบเที่ยง มีเวลารับประทานอาหารกลางวันได้พอสมควร วันนั้นได้รับการต้อนรับด้วยอาหารอร่อย เข้าใจว่าเป็นแกงไก่ยอดมะพร้าว อร่อยไม่เบาเหมือนกัน อิ่มหนำสำราญกันพอสมควร นั่งคุยกับทีมงานผู้จัดและอาจารย์ที่ปรึกษา (ต้องขอประทานอภัยอย่างสูงที่จำชื่อท่านไม่ได้ และท่านไม่ได้ให้นามบัตรไว้ด้วย) พอจะทราบภาพรวมของผู้เข้าอบรม พอเข้าไปที่ห้องเตรียมตัวได้สักสิบนาที ระหว่างนั้นก็ถือโอกาสถ่ายรูปนักเรียน เพื่อเก็บเป็นหลักฐานการสอนของผม


นักเรียนในวันนี้มีทั้งพนักงาน ผู้ประกอบการ และผู้ว่างงาน ประมาณ 40 คน ซึ่งสิ่งที่ผมนำมาสอนนั้นก็คือหัวข้อ MRP และ DRP นั่นเอง แต่ก็ได้ทำการเปลี่ยนชื่อหัวข้อไม่ให้ดูยากเกินไป โดยเปลี่ยนมาเป็น "IT for Production & Manufacturing" เป็นไงครับ ฟังดูนุ่มนวลขึ้นมาทันที การเรียนการสอนเป็นไปอย่างราบรื่น ผู้เรียนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก แต่อย่างว่าละครับมาสอนช่วงหลังเที่ยงก็ต้องเข้าใจกันหน่อย หนังท้องตึงหนังตาหย่อน ผมเองก็ต้องใช้เทคนิคต่างๆมากระตุ้นความสนใจ แต่โดยส่วนตัวก็ไม่ใช่คนตลก ก็ใช้ยุทธวิธีเท่าที่มีละครับ แต่ก็นำชั้นเรียนไปได้โดยราบรื่น ช่วงเว้นพักเบรก ก็มีกลุ่มนักเรียนเข้ามาพูดคุยกันเป็นระยะๆ มีคำถามหนึ่งที่ได้รับก็คือ มีบริษัทที่นักเรียนคนหนึ่งในห้อง ได้เอาระบบ MRP ไปใช้ แต่ไม่ได้ผล ไม่สามารถทำได้อย่างที่อาจารย์สอน สอบถามไปสักพักก็ประเมินในเบื้องต้นได้ 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือ โปรแกรมที่ซื้อมานั้นไม่มีความสามารถเพียงพอทำมาไม่ครบ ประเด็นทีสองคือผู้ใช้มีความกลัวว่าโปรแกรมจะทำให้ตกงานได้จึงไม่ยอมใช้โปรแกรม แกล้งทำเป็นว่าโปรแกรมไม่ตอบสนองความต้องการได้เต็มที่ ผมก็เลยให้แนวทางในการเลือกใช้บริการบริษัทซอฟต์แวร์ ว่าควรที่จะเลือกจากความน่าเชื่อถือ และบริการหลังการขาย อย่าเน้นที่ราคาถูกเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าซื้อของถูก ก็อาจจะไม่ได้รับบริการหลังการขายที่ดี เพราะบริษัทคงไม่มีเงินพอมาจ้างพนักงานไว้คอยบริการเป็นแน่

ในช่วงท้ายการเรียนการสอนก็จบลงโดยเรียบร้อย มีการถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ได้ยินเสียงแว่วๆมาว่า ตั้งแต่เรียนมายังไม่เคยถ่ายรูปเลย มีวิชาของ อ.พันธุ์ทิตต์ นี่และได้ถ่ายรูป ผมก็แอบยิ้มนิดๆ หลังจากนั้นก็ร่ำลากันอย่างเป็นทางการ ก็ต้องบอกว่าแม้เวลาจะมีเพียงแค่ 3 ช.ม. แต่ก็ได้มีโอกาสรู้จักนักเรียนในห้องนี้พอสมควร และทุกคนก็มีความเป็นกันเอง และตั้งใจเรียนเป็นอย่างดี ปีหน้าถ้ามีโอกาสก็จะกลับไปสอนอีกอย่างแน่นอน ก็ต้องขอบคุณทีมงาน NEC ม.บูรพา ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย


และก็เหมือนอย่างเคย ปกติผมจะค้างหลังจากที่สอนเสร็จแล้ว เพราะรู้สึกว่าเหนื่อยมาก ถ้าจะต้องเดินทางกลับทันที แต่คราวนี้คงต้องเดินทางกลับ เพราะพรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์คงไม่มีใครมาส่งผม (อันที่จริงนั่งรถกลับเองก็ได้นะครับ) แต่ก็ไม่อยากให้เสียระบบการทำงาน เขาพากลับเราก็กลับ แต่ในใจก็รู้ว่าต้องเมารถอย่างแน่นอน!


แต่อย่างไรก็ตามไม่ยอมเสียโอกาสมาบางแสนทั้งที่ รับปากกับลูกชายเอาไว้ว่าจะเอาไก่ย่างมาฝาก แหม...ไก่ย่างบางแสนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตรงที่มีสีเหลือนี่ล่ะ และรสชาดหาที่อื่นๆไม่ได้เลย ขณะที่กำลังรอพ่อค้านำไก่ไปอุ่นให้ร้อน การอุ่นร้อนของที่นี่ก็ไม่เหมือนใคร คือเขาจะทำการสับไก่ย่างให้เป็นชิ้นๆ แล้วก็นำไปย่างอีกครั้ง ขอบอกน่ากินมากๆ ที่เห็นในรูปนั่นคือทีเหลือนะครับ ถาดที่ว่างๆ นั่นน่ะเหมาหมดเลย กลับมากินกันไปสามวันเลยครับ นอกจากนี้ก็ยังมีของฝากที่ขาดไม่ได้คือ ปลาอินทรีย์เค็มหั่นเป็นชิ้นแช่ในน้ำมันพืช และกุ้งแห้ง ตามคำสั่งของคุณแม่ผมเองครับ


นับเป็นความโชคดีอีกอย่างที่ได้มีโอกาสเห็นรถมอเตอร์ไซต์ BMW ราคาไม่น่าต่ำกว่าครึ่งล้าน จอดอยู่ริมหาด ข้างร้านไก่ย่างนั่นเอง ผมเองชอบมอเตอร์ไซต์อยู่แล้ว ก็เลยแอบถ่ายรูปมาเป็นที่ระลึกซักหน่อย เอารูปมาขึ้นเว็บหวังว่าเจ้าของรถคงไม่ว่านะครับ


ได้ของฝากครบก็มุ่งหน้าสู่กรุงเทพทันที...ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ขับรถที่ขับได้นิ่มที่สุด แต่ผมก็เมารถจนได้ ถึงบ้านคุณแม่ผมเปิดประตูมาพร้อมกับลูกชายจอมวุ่น โดยบังเอิญ แยกจากรถที่มาส่งผมก็มุ่งหน้าหาเตียงนอนทันที ซัดยาหอมอุ่นๆไปหนึ่งแก้ว กับยาแก้เมารถหนึ่งเม็ด หลับไปเลยถึงเช้า ตื่นมาสิ่งแรกที่นึกถึงคือ...ไก่ย่างอยู่ไหน?

ขอบคุณทีมผู้จัดโครงการอบรม NEC ม.บูรพาทุกท่าน และลูกศิษย์ทุกคนนะครับ



วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เริ่มต้นเมื่อปีที่ 19

ก็เป็นเรื่องแปลกที่คนอย่างผมหันมาเอาดีกับการเป็นครู ทั้งๆที่ไม่เคยอยู่ในความคิดฝันของตัวเองเลยแม้แต่นิด ไม่เคยนึกเลยว่าจะเป็นคนที่กล้าพูดต่อหน้าคนหลายๆคน แต่มันก็เริ่มต้นเมื่อ 19 ปีที่แล้ว จากคำแนะนำของรุ่นพี่คนหนึ่ง ซึ่งวันนี้ก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนกันแล้ว ถ้ามีโอกาสก็อยากจะขอบคุณสักครั้ง ที่ทำให้ผมทำงานนี้มาได้ยาวนานถึง 19 ปี แต่อาจจะเป็นด้วยใจรัก หรือสายเลือดก็เป็นได้ ที่มีญาติพี่น้องข้างแม่ เป็นข้าราชการครูกันเกือบทั้งวงศ์ตระกูล นับตั้งแต่ หลวงชาญดรุญวิทย์ ผู้เป็นคุณตาของผม มีตำแหน่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่โรงเรียนหลายแห่ง เท่าที่จำความได้ก็มี โรงเรียนอำนวยศิลป์ โรงเรียนวัดราชโอรส วิทยาลัยเพาะช่าง และอีกหลายแห่งที่จำไม่ได้ สืบทอดให้ลูกหลานยืดอาชีพครูกันมาโดยตลอด บางครั้งก็ทำให้ผมคิดว่าอาจจะเป็นเพราะสายเลือดข้างแม่ก็เป็นได้ ผมสอนหนังสือมาเกือบ 20 ปี ไม่เคยบันทึกอะไรเลยเกี่ยวกับการสอน แต่วันนี้อากาศหนาวคงเป็นใจให้ผมนึกย้อนอดีตเห็นภาพความหลังของการเป็นครูที่เรียนรู้ประสบการณ์มากมาย ทั้งถูกและผิด ซึ่งก็ใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะเข้าใจว่า "เป็นครูไปเพื่ออะไร?" ผมยังจำได้ถึงวลีที่บอกว่า "ครูเปรียบเสมือนเรือจ้าง" มีหน้าที่สำคัญคือการนำพาผู้คนไปสู่ความก้าวหน้าอย่างปลอดภัย แลกมาด้วยค่าจ้างเพียงน้อยนิด แต่นั่นก็คงไม่ใช่ประเด็น เพราะถ้าผมหวังจะรวยทรัพย์สินเงินทองด้วยอาชีพครู ก็คงจะโง่สิ้นดี เพราะครูต้องรวยด้วยความรู้และศิษย์ ยิ่งมีความรู้มากเท่าไหร่ ยิ่งเผยแพร่ความรู้ให้กับศิษย์มากเท่าไหร่ นั่นแหล่ะคือหน้าที่ของคนเป็นครู