วันที่เสาร์ที่ 20 ธันวาคม 2551 หลังจากที่ผมเสร็จภาระกิจรายการวิทยุ IT CEO ที่ FM96.5 อ.ส.ม.ท. เรียบร้อย เดินไปที่โรงอาหารหาของอร่อยทานเพื่อรอเวลาที่รถจากมหาวิทยาลัยจะมารับ ซึ่งนัดไว้เป็นเวลา 11.30 น. แต่ด้วยความขี้เกียจของผมเองละครับ ไม่อยากรอนาน จึงได้โทรไปหาคุณนุ้ยซึ่งเป็นผู้ประสานงาน ให้รถมารับเร็วขึ้นกว่าเดิม แต่ในใจก็คิดว่ายังไงก็คงต้องรอตามเวลา แต่ก็ผิดคาดครับเพราะรถมารับผมเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง ทำให้เราออกเดินทางกันในเวลา 10.30 น. การเดินทางได้เจ้าหน้าที่ขับรถที่ดีมาก พยามพาผมไปมหาวิทยาลัยอย่างนุ่มนวลที่สุด แต่ผมมันก็มีโรคประจำตัวครับ "โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน" หรือเรียกว่า "โรคเมารถเมาเรือ" นั่นแหล่ะครับ ไม่ว่าจะขับนิ่มอย่างไรก็ตาม เมาได้แน่นอน ถ้าไม่ได้กินยากันไว้ก่อนก็ไม่รอดแน่ๆ แต่ก็ยังดีนะครับที่ได้คนขับรถท่านนี้ ทำให้ผมเมาน้อยที่สุด
นักเรียนในวันนี้มีทั้งพนักงาน ผู้ประกอบการ และผู้ว่างงาน ประมาณ 40 คน ซึ่งสิ่งที่ผมนำมาสอนนั้นก็คือหัวข้อ MRP และ DRP นั่นเอง แต่ก็ได้ทำการเปลี่ยนชื่อหัวข้อไม่ให้ดูยากเกินไป โดยเปลี่ยนมาเป็น "IT for Production & Manufacturing" เป็นไงครับ ฟังดูนุ่มนวลขึ้นมาทันที การเรียนการสอนเป็นไปอย่างราบรื่น ผู้เรียนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก แต่อย่างว่าละครับมาสอนช่วงหลังเที่ยงก็ต้องเข้าใจกันหน่อย หนังท้องตึงหนังตาหย่อน ผมเองก็ต้องใช้เทคนิคต่างๆมากระตุ้นความสนใจ แต่โดยส่วนตัวก็ไม่ใช่คนตลก ก็ใช้ยุทธวิธีเท่าที่มีละครับ แต่ก็นำชั้นเรียนไปได้โดยราบรื่น ช่วงเว้นพักเบรก ก็มีกลุ่มนักเรียนเข้ามาพูดคุยกันเป็นระยะๆ มีคำถามหนึ่งที่ได้รับก็คือ มีบริษัทที่นักเรียนคนหนึ่งในห้อง ได้เอาระบบ MRP ไปใช้ แต่ไม่ได้ผล ไม่สามารถทำได้อย่างที่อาจารย์สอน สอบถามไปสักพักก็ประเมินในเบื้องต้นได้ 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือ โปรแกรมที่ซื้อมานั้นไม่มีความสามารถเพียงพอทำมาไม่ครบ ประเด็นทีสองคือผู้ใช้มีความกลัวว่าโปรแกรมจะทำให้ตกงานได้จึงไม่ยอมใช้โปรแกรม แกล้งทำเป็นว่าโปรแกรมไม่ตอบสนองความต้องการได้เต็มที่ ผมก็เลยให้แนวทางในการเลือกใช้บริการบริษัทซอฟต์แวร์ ว่าควรที่จะเลือกจากความน่าเชื่อถือ และบริการหลังการขาย อย่าเน้นที่ราคาถูกเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าซื้อของถูก ก็อาจจะไม่ได้รับบริการหลังการขายที่ดี เพราะบริษัทคงไม่มีเงินพอมาจ้างพนักงานไว้คอยบริการเป็นแน่
แต่อย่างไรก็ตามไม่ยอมเสียโอกาสมาบางแสนทั้งที่ รับปากกับลูกชายเอาไว้ว่าจะเอาไก่ย่างมาฝาก แหม...ไก่ย่างบางแสนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตรงที่มีสีเหลือนี่ล่ะ และรสชาดหาที่อื่นๆไม่ได้เลย ขณะที่กำลังรอพ่อค้านำไก่ไปอุ่นให้ร้อน การอุ่นร้อนของที่นี่ก็ไม่เหมือนใคร คือเขาจะทำการสับไก่ย่างให้เป็นชิ้นๆ แล้วก็นำไปย่างอีกครั้ง ขอบอกน่ากินมากๆ ที่เห็นในรูปนั่นคือทีเหลือนะครับ ถาดที่ว่างๆ นั่นน่ะเหมาหมดเลย กลับมากินกันไปสามวันเลยครับ นอกจากนี้ก็ยังมีของฝากที่ขาดไม่ได้คือ ปลาอินทรีย์เค็มหั่นเป็นชิ้นแช่ในน้ำมันพืช และกุ้งแห้ง ตามคำสั่งของคุณแม่ผมเองครับ
ได้ของฝากครบก็มุ่งหน้าสู่กรุงเทพทันที...ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ขับรถที่ขับได้นิ่มที่สุด แต่ผมก็เมารถจนได้ ถึงบ้านคุณแม่ผมเปิดประตูมาพร้อมกับลูกชายจอมวุ่น โดยบังเอิญ แยกจากรถที่มาส่งผมก็มุ่งหน้าหาเตียงนอนทันที ซัดยาหอมอุ่นๆไปหนึ่งแก้ว กับยาแก้เมารถหนึ่งเม็ด หลับไปเลยถึงเช้า ตื่นมาสิ่งแรกที่นึกถึงคือ...ไก่ย่างอยู่ไหน?
ขอบคุณทีมผู้จัดโครงการอบรม NEC ม.บูรพาทุกท่าน และลูกศิษย์ทุกคนนะครับ
ตอนนี้หาไก่เจอเหรอยังครับ
ตอบลบ